การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ

ภายใต้โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูก ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ปี 2553/54

 

เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียน ผู้ปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังในปี 2553/54  

1. เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียน ต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น

2. เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจทั้งสามชนิดดังกล่าวดังนี้

2.1 ข้าว

        - ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดชุมพร ที่มีการปลูกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 – 31 ตุลาคม  2553  

        - ภาคใต้ ที่มีการปลูกตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2553 – 28 กุมภาพันธ์ 2554

2.2 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีฤดูการผลิต ปี 2553

2.3 มันสำปะหลัง ซึ่งมีฤดูการผลิต ปี 2553/

ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนพืชเศรษฐกิจทั้งสามชนิดดังกล่าวจะต้องมีพืชนั้นยืนต้นๆอยู่ในแปลง ในวันขึ้นทะเบียนและการประชาคมตรวจสอบพื้นที่ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังสามารถเข้าร่วมโครงการได้ปีละครั้งเท่านั้น

 

เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียน ทพศ.1-3 (ตามแบบขึ้นทะเบียนการปลูกฯ ภาคผนวกที่ 4-6)

1.  ต้องมีการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าวในแปลงก่อนที่จะมาขอขึ้นทะเบียน

2.  ต้องเป็นเจ้าของผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวในแปลงนั้น

3.  ต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร(ทบก. 01) กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว หากเกษตรกรยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกร  (ทบก. 01) ให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนการขอขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิด ในปี 2553/54

 

ครัวเรือนเกษตรกรแต่ละครัวเรือน สามารถขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 ครั้ง ต่อชนิดพืชเท่านั้น

- ครัวเรือน หมายถึง บุคคลคนเดียวหรือหลายคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน กิน ใช้จ่ายและจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคร่วมกัน ทั้งนี้ในทะเบียนบ้านเดียวกันอาจมีได้มากกว่า 1 ครัวเรือน ซึ่งอาจอธิบายความหมายการแยกครัวเรือนได้ ดังนี้

- บุคคลคนเดียวหรือหลายคนที่อาศัยอยู่รวมกัน แต่แยกกันกิน ใช้เครื่องอุปโภคบริโภค ให้ถือว่าอยู่คนละครัวเรือน

- บุคคลคนเดียวหรือหลายคนที่อาศัยอยู่รวมกัน และกิน ใช้เครื่องอุปโภคบริโภค ถือว่าเป็นครัวเรือนเดียวกัน

กรณีเกษตรกรมีญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ด้วยกันมากกว่า 1 ครัวเรือน และมีการแบ่งแยกพื้นที่ปลูกเป็นสัดส่วนที่แน่นอนให้แยกยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นรายครัวเรือนได้ แต่ต้องทำการขอปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร (ทบก 01) ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนขอขึ้นทะเบียนการปลูกพืชนั้น ๆ (วิธีการกรอกข้อมูลในแบบขึ้นทะเบียน ภาคผนวกที่ 7 )

- กรณีที่เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียน ไม่สามารถมาขึ้นทะเบียนด้วยตนเองได้  ให้มอบหมายสมาชิกในครัวเรือนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียน ทบก. 01 เป็นผู้ขอขึ้นทะเบียนแทน (แบบคำร้อง ภาคผนวกที่ 8)

- เกษตรกรที่จะขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิด (ทพศ. 1-3)   ดังกล่าวจะต้องเดินทางมาขึ้นทะเบียนด้วยตนเอง  ณ สถานที่รับขึ้นทะเบียน ที่เป็นที่ตั้งของแปลงปลูก ในแต่ละแปลง 

- กรณีปลูกข้าวหลายพันธุ์ ให้แยกขึ้นทะเบียนเป็นแปลงๆ แยกตามชนิดพันธุ์

- กรณีมีเอกสารสิทธิ์หลายฉบับ ให้ขึ้นทะเบียน 1 เอกสารสิทธิ์ ต่อ 1 แปลงปลูก

- เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  จะต้องติดตามกำหนดการประชาคม  และเดินทางไปร่วมประชาคมด้วยตนเอง

- ในกรณีที่เกษตรกรเพาะปลูกในพื้นที่ป่าสงวน  วนอุทยาน  และได้เคยขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมาสามารถขอขึ้นทะเบียนได้ตามจำนวนพื้นที่ที่เคยขอขึ้นทะเบียนไว้ในปีก่อนเท่านั้น (เฉพาะรายเก่า) (หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภาคผนวกที่ 9)

- ห้ามนำพื้นที่ปลูกที่ขึ้นทะเบียนแล้วมาขึ้นทะเบียนพืชซ้ำในรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียนพืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิด

สถานที่รับขึ้นทะเบียน

            เกษตรกรขอขึ้นทะเบียนการปลูกพืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิดได้ ตามสถานที่ ที่เป็นที่ตั้งของแปลงปลูก ดังนี้

3.1 สำนักงานเกษตรอำเภอ

3.2 สถานที่ที่สำนักงานเกษตรอำเภอนัดหมายตามความเหมาะสม

3.3 กรณีเกษตรกรไม่สามารถเดินทางไปขึ้นทะเบียนตามวัน เวลา และสถานที่ที่นัดหมาย และมีความประสงค์ขอขึ้นทะเบียน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานเกษตรอำเภอนั้นๆ หรือ เกษตรอำเภอเป็นผู้รับขึ้นทะเบียน

ระยะเวลาการรับขึ้นทะเบียน

                1. ข้าว

- ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  และจังหวัดชุมพร     ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 ถึง วันที่ 3
0 พฤศจิกายน 2553  

- ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2553  ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2554

                2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2553

3. มันสำปะหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม 2553  

การเตรียมการการขึ้นทะเบียน

1. ประชาสัมพันธ์ ดำเนินการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 – 31 ตุลาคม 2553 เพื่อให้เกษตรกรรับทราบ ขั้นตอน และการเตรียมหลักฐานประกอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนให้ครบถ้วน

2. ให้จังหวัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัด (War room) (ตัวอย่างคำสั่ง  ภาคผนวกที่ 10) เพื่อทำหน้าที่

       - รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้สำหรับผู้บริหาร

       - รายงานความก้าวหน้า และประสานงานในทุกระดับ

       - แก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ

       - สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

3. ให้อำเภอ/จังหวัด จัดทำแผนปฏิบัติงานในการรับขึ้นทะเบียน  การทำประชาคม  และการออกใบรับรองผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรการปลูกพืชเศรษฐกิจปี 2553/54   ประกาศให้เกษตรกรทราบก่อนการขึ้นทะเบียน

4. ชี้แจง ทำความเข้าใจหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติ แก่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ขั้นตอนและวิธีการรับขึ้นทะเบียน

 

ขั้นตอนที่ 1 การรับขึ้นทะเบียน

(1) การประกาศ การประชาสัมพันธ์ สำนักงานเกษตรอำเภอ  นัดหมาย วัน เวลา และสถานที่ การรับขึ้นทะเบียน  การทำประชาคม  และการออกใบรับรองผลการขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรทราบอย่างทั่วถึง
                (2) หลักฐาน
การขอขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ประกอบการขึ้นทะเบียน ดังนี้

1.) บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ ตัวจริง และสำเนา 

2.) ทะเบียนบ้าน ตัวจริงและสำเนา 

      3.) สำเนาเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน  หรือเอกสารสิทธิ์ที่ทางราชการให้การรับรอง หรือเอกสารการเช่าที่ดิน กรณีที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้ใช้เอกสารรับรองการใช้ที่ดินซึ่งผ่านการรับรองโดยกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน

3.1) สำเนาเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน และ/หรือสำเนาเอกสารสิทธิที่ทางราชการให้การรับรอง และ/หรือสำเนาเอกสารการเช่าที่ดิน ให้ตรวจสอบความสัมพันธ์ของพื้นที่ถือครองกับพื้นที่ปลูกพืชที่ขอขึ้นทะเบียน ทพศ.1-3 ดังนี้

   3.1.1) กรณีที่ดินของตนเอง ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิ์ตามกฎหมายหรือเอกสารที่แสดงว่า ได้เข้าถือครอง เช่น โฉนด นส.4 นส.3/นส.3ก สปก.4-01 สค.1 กสน. ใบจอง (นส.2) ใบไต่สวน (นส.5) ใบเหยียบย่ำ นค.3 และ สทก. เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีที่ดินในเขต สปก. (สปก.4-01) ตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดิน ได้กำหนดว่าเกษตรกร  ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ทำสัญญาเช่า หรือเช่าซื้อที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในพื้นที่ต่อ จะไม่สามารถโอนสิทธิ์การทำประโยชน์ในพื้นที่ให้แก่บุคคลอื่นได้ ยกเว้น คู่สมรส บุตร และเครือาติ เท่านั้น ทั้งนี้ ใบเสียภาษี ภบท.5  หรือ เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ออกโดย อบต. และเทศบาลไม่สามาถนำมาใช้เป็นหลักฐานเอกสารสิทธิในการขอขึ้นทะเบียนได้

3.1.2) กรณีการเช่า ต้องมีสัญญาเช่า โดยจ่ายค่าเช่าเป็นเงินสดหรือผลผลิต ตามแต่จะตกลงกับเจ้าของที่ดิน  หากผู้ให้เช่าไม่มีการนำสัญญามาแสดง เนื่องจากผู้ให้เช่าไม่ยินยอมให้สำเนาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน หรือ ข้อมูลเลขที่เอกสารสิทธิ์ที่ดินที่เช่าให้กับเกษตรกรผู้เช่า ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านรับรองตามแบบรับรอง ( แบบฟอร์มใบรับรอง ภาคผนวกที่ 11  )

3.1.3) พื้นที่อื่นๆที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์   ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานคณะกรรมการชุมชน รับรองการใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้นๆตามแบบรับรอง ( ภาคผนวกที่ 11  ) โดยให้ปฏิบัติตามมติคณะรัมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 (ภาคผนวกที่ 12)  สำหรับในกรุงเทพมหานคร ให้ผู้นำชุมชนหรือผู้นำเกษตรกรที่ได้รับมอบหมายโดยเกษตรเขตของกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรอง
                ทั้งนี้ในกรณีที่เกษตรกรเพาะปลูกในพื้นที่ป่าสงวน วนอุทยาน และได้เคยขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมาสามารถขอขึ้นทะเบียนได้ตามจำนวนพื้นที่ที่เคยขอขึ้นทะเบียนไว้ในปีก่อนเท่านั้น (เฉพาะรายเก่า
)
  (ภาคผนวกที่ 9 )
โดยเกษตรกรรายใหม่ที่เพาะปลูกในพื้นที่ป่าสงวน วนอุทยาน ไม่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียน

     4) หลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.02)

(3) การรับรองข้อมูล ให้บุคคลที่เชื่อถือได้และเป็นผู้รู้ข้อมูลของเกษตรกร เป็นผู้ลงนามรับรองว่ามีการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ขอขึ้นทะเบียนจริง  เช่น กำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน หรือ กรรมการหมู่บ้าน หรือ สมาชิก อบต. หรือ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรือ กรรมการ ศูนย์บริการข้อมูลและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล (ศบกต .) หรือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเป็นผู้รับรอง สำหรับในเขตกรุงเทพมหานครให้ผู้นำชุมชนหรือผู้นำเกษตรกรที่ได้รับการมอบหมายจากเกษตรเขตเป็นผู้รับรอง

(4) การลงลายมือชื่อ ผู้รับรองต้องลงลายมือชื่อรับรองพร้อมระบุตำแหน่งต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลในแบบขึ้นทะเบียน เรียบร้อยแล้วเท่านั้น โดยผู้รับรองจะลงลายมือชื่อในแบบไว้ล่วงหน้าไม่ได้

(5) มอบสำเนาแบบขึ้นทะเบียน เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ปี 2553/54   ให้เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเก็บรักษาไว้   เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอใบรับรองผลการขอขึ้นทะเบียนรายแปลง  เมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและประกาศผลการรับรองการขึ้นทะเบียน

ทั้งนี้  สำเนาเอกสารที่ใช้ประกอบการขอขึ้นทะเบียน ตามข้อ (2)  ให้รับรองสำเนาถูกต้องพร้อมเซ็นชื่อกำกับและเขียนข้อความ “เอกสารนี้ใช้เฉพาะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจเท่านั้น”